“ระบำอัปสรา”ระบำโบราณสุดคลาสสิคของกัมพูชา

ระบำอัปสรา นั้นเป็นการแสดงที่ถือกำเนิดมาไม่นานนัก  โดยเจ้าหญิงบุปผาเทวี  พระราชธิดาในเจ้านโรดม สีหนุ  เพื่อที่จะได้เข้าฉากภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับนครวัด  แต่ได้กลายมาเป็นที่น่าจดจำรวมไปถึง ได้กลายเป็นระบำขวัญใจให้แก่ชาวพม่า ด้วยเครื่องประดับของศีรษะและท่วงท่าที่ใช้ในการร่ายรำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้ทำการถอดแบบมาจากรูปปั้นสลักหินนางอัปสราในประสาทนครวัด เสมือนกับการทำให้นางอัปสราซึ่งเป็นรูปสลักหินที่มีอายุนานนับพันปีกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการแสดงโดยการร่ายรำนี้

ระบำอัปสรา

 

สำหรับ พระมหากษัตริย์ยานี กุสุมะนารีรัตน์ ซึ่งทรงเป็น พระราชมารดาของ เจ้าสีหนุ นั้น พระนางทรงทำนุบำรุงการละครของเขมรให้มีความรุ่งเรืองมาโดยตลอด ชาวกัมพูชาทั้งหลายจึงได้ยกย่องให้พระนางเป็น พระมารดาแห่งนาฏศิลป์ของกัมพูชาเลยก็ว่าได้  ระบำอัปสรานั้นได้เกิดขึ้นด้วยคุณูปการของพระนาง โดยนางอัปสราซึ่งเป็นตัวเอกในองค์แรกนั้นคือ เจ้าหญิงบุพผาเทวี พระราชธิดาในเจ้าสีหนุ เป็นระบำที่กำเนิดขึ้นเพื่อที่จะได้เข้าฉาก ภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัด ที่ถูกกำกับโดย Marchel Camus  ซึ่งชื่อที่เป็นภาษาฝรั่งเศสของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ LW Oiseau du Paradis ก็คือ The Bird of Paradise หลังจากนั้นเป็นต้นมาระบำอัปสราก็ได้กลายเป็นระบำขวัญใจชาวกัมพูชามาโดยตลอด  ใครที่ได้เป็นตัวเอกในระบำอัปสรานั้นก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวนางชั้นยอดแห่งยุคสมัย  หากเปรียบเทียบแล้วนั้น นครวัด นับว่าเป็น อุดมคติแห่งชาติของกัมพูชา จึงไม่แปลกใจเลยที่ นางอัปสราในนครวัดนั้นจะได้กลายเป็นอุดมคติแห่งสตรีเขมร ดังนั้นในการชุบชีวิตนางอัปสราออกมาเป็นระบำระดับชาติแล้วนั้น ก็ย่อมมีความหมายในเชิงชาติพันธุ์นิยม  เพื่อที่จะให้เข้าถึงสัญลักษณ์สูงสุดแห่งสตรีแขมร์

ระบำอัปสรานั้นสามารถที่จะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ก็เพราะการอิงความยิ่งใหญ่ของนครวัด และระบำอัปสราเองนั้นก็จำลองมาจากภาพสลักหินที่แน่นิ่งไร้ความเคลื่อนไหวในนครวัดให้กลับหลุดออกมามีชีวิต ดอกไม้เหนือศีรษะของนางอัปสราส่วนใหญ่ในนครวัดนั้น คือ “ดอกฉัตรพระอินทร์” เนื่องจากรูปทรงและลักษณะของดอกไม้นั้นเหมือนกันกับภาพสลัก ชาวกัมพูชาจะพากันเรียกดอกไม้ชนิดนี้กันว่า “ดอกเสนียดสก” ซึ่งความหมายของมันคือ เสนียด –สิ่งที่เอามาเสียด และ สก-คือผม ตีความหมายได้ว่า ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่มีไว้เพื่อเอามาเสียบผมนั้นเอง ซึ่งเข้าใจกันว่าในสมัยโบราณนั้นสตรีชั้นสูงของเขมร คงนิยมที่จะประดับศีรษะด้วยดอกไม้หลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ดอกฉัตรพระอินทร์ที่เราสามารถที่จะเห็นได้ชัดและหาได้ในปัจจุบัน  มีลักษณะที่ถูกต้องดังหลักฐานภาพสลักหินนางอัปสราที่พบได้ในปราสาทหินขอมซึ่งอาจจะเป็นแรงบันดาลใจของช่างสลักในอดีตที่ได้เห็นของจริง

เรียกได้ว่า ความงามทางสุนทรียภาพเหล่านี้ ได้ทำลายกำแพงขวางกั้นทางวัฒนธรรม คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเมื่อได้มีโอกาสที่จะรับชม ระบำอัปสรานี้นั้น ก็จะได้เห็นถึงความงดงาม ลักษณะการแสดงออกของตัวละครเขมรนั้นในบางทีก็ดูจะงดงามในแบบที่โบราณกว่าของประเทศไทยมากนัก เนื่องจากสังคมในประเทศกัมพูชาทุกวันนี้เองก็ยังไม่ได้มีความเจริญทางวัตถุมากเหมือนอย่างประเทศไทยเราในปัจจุบัน ดังนั้นในการแสดงต่างๆของประเทศกัมพูชา หรือชาวเขมรนั้น จึงมักที่จะรักษารูปแบบของการแสดงรวมไปถึงประเพณีต่างๆ ซึ่งรักษาไว้ด้วยอารมณ์ของการแสดงโบราณได้เป็นอย่างดี

About the Author

admin