“หนังใหญ่”ศิลปะการแสดงเก่าแก่ของภาคใต้

หนังใหญ่ แต่เดิมเรียกว่า “หนัง” นิยมเล่นกันแพร่หลายมานานแล้วในแถบภาคกลาง ส่วนหนังตะลุงนั้น แต่เดิมคนท้องถิ่นในทางภาคใต้นั้นได้เรียกว่า “หนัง” เช่นกัน แต่คำว่าหนังตะลุงนั้นคงจะมีการใช้ เมื่อมีการนำหนังจากภาคใต้เข้าไปแสดงให้รู้จักกันในแทบภาคกลาง จึงได้เกิดคำว่า “หนังตะลุง” และ “หนังใหญ่” ขึ้นมา เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน

ซึ่งผู้ที่นำไปเล่นและแสดงในกรุงเทพมหานครครั้งแรกนั้น อยู่ในสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช โดยพระยาพัทลุง (เผือก) ได้มีการนำไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง ด้วยความที่หนังที่ได้นำเข้าไปในครั้งนั้นเป็นนายหนังที่มาจากจังหวัดพัทลุง คนกรุงเทพมหานครจึงได้เรียกกันว่า “หนังพัทลุง” และต่อมาได้เกิดเพี้ยนเสียงเป็น “หนังตะลุง” ในที่สุด

มีความเชื่อกันว่าหนังใหญ่นั้นมีอยู่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสียด้วยซ้ำ เพราะได้มีการกล่าวถึงหลักฐานอ้างอิงที่ว่า มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งนั้นเป็นชาวเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเขาผู้นี้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในทางด้านของโหราศาสตร์และทางกวี ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้นทรงมีรับสั่งให้เรียกตัวนักปราชญ์ผู้นี้นั้นเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา และต่อมาเขาก็ได้ขึ้นเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงพระมหาราชครู หรือ พระโหราธิบดี และก็ได้มีการรับสั่งให้ พระมหาราชครูนั้นได้ทำการฟื้นฟูการเล่นหนัง หรือ หนังใหญ่ในเวลาต่อมา ซึ่งหนังใหญ่นั้นเป็นของเก่าแก่ ได้รับการนำกลับมาเล่นขึ้นใหม่อีกครั้ง ดังที่ปรากฏในสมุทรโฆษคำฉันท์ว่า

         ไหว้เทพยดาอา         รักษ์ทั่วทิศาดร

          ขอสวัสดิขอพร          ลุแก่ใจดั่งใจหวัง

          ทนายผู้คอยความ      เร่งตามไต้ส่องเบื้องหลัง

          จงเรืองจำรัสทั้ง         ทิศาภาคทุกพาย

          จงแจ้งจำหลักภาพ    อันยงยิ่งด้วยลวดลาย

          ให้เห็นแก่ทั้งหลาย    ทวยจะดูจงดูดี

การละเล่นพื้นเมืองที่ได้ชื่อว่า “หนัง” นั้น เพราะผู้เล่นใช้รูปหนังประกอบกับการเล่าเรื่องหรือเล่านิทาน หลังเงา การแกะรูปหนังตัวสำคัญ เช่น พระอิศวร พระอินทร์ ฤาษี นางกินรี ยังคงไว้เช่นเดิม แต่รูปอื่นๆนั้นจะได้ถูกวิวัฒนาการ ไปตามยุคสมัยต่างๆ ตามค่าความนิยมของผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม เสื้อผ้า รูปหนังในรุ่นแรกนั้นมีขนาดใหญ่รองจากรูปหนังใหญ่ ฉลุลวดลายได้งดงามตาเป็นอย่างมาก เป็นรูปสีขาวดำ แล้วค่อยมีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้มีขนาดที่เล็กลง และมีการระบายสีให้ดูสวยงามสะดุดตามากขึ้นในรุ่นถัดๆมา

 การบรรเลงดนตรีนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะด้วยกัน

  1. บรรเลงดนตรีล้วน เช่น ยกเครื่อง ตั้งเครื่อง ลงโรง
  2. บรรเลงเพลงประกอบการรับบท ขึ้นบท ถอนบท เลยบท เชิด บรรเลงประกอบการขับกลอนแปด กลอนคำกลอน กลอนลอดโหม่ง ประกอบการบรรยายต่างๆ อิริยาบถต่างๆของตัวละคร และ บรรเลงเพลงเพื่อประกอบบทบาทเฉพาะอย่าง เช่น ลักพา บทโศก ร่ายมนต์ ฯลฯ

สำหรับในปัจจุบันนั้น ดนตรีของหนังมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเครื่องดนตรีต่างๆเข้ามามากมาย บางคนก็บอกว่าเป็นการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย แต่ในทางกลับกันบางคนนั้นบอกว่า การนำเครื่องดนตรีอื่นๆมาเข้าร่วมจากดนตรีอย่างเดิมนั้นได้เป็นการทำลายเอกลักษณ์ของดนตรีของหนังในรูปแบบเดิมไปจนน่าเป็นห่วงและที่สำคัญนั้นในปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการจ้างแสดงหนังนั้นค่อนข้างสูง โอกาสการที่จะได้แสดงนั้นก็ลดลง ลูกคู่ที่ใช้รับรองในการเล่นหนังก็หายาก ยิ่งคนสืบสานต่อนั้นมีน้อยมาก ทำให้หนังใหญ่ หรือ หนังตะลุง ของทางภาคใต้นั้น เริ่มจะสูญหายและมีน้อยลงไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าหายากเลยทีเดียว ตอนเด็กๆนั้นผู้เขียนเองได้เคยมีโอกาสที่จะรับชมหนังตะลุงทางภาคใต้อยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงที่แปลกตา และหาได้ยากมากในปัจจุบัน จึงอยากจะชวนทุกคนมาช่วยกันอนุรักษ์ไว้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมให้ ลูก หลาน ในรุ่นต่อๆไปได้ดูกัน

About the Author

admin